กำลังผลิตสูงถึง 625W: พร้อมค่า Power Tolerance บวก $0\sim+3\%$ (ได้กำลังไฟเต็มหรือมากกว่าสเปก)
ประสิทธิภาพสูงถึง 23.14%: ด้วยเทคโนโลยี BC Cell Technology (Back Contact)
สองหน้าผลิตไฟได้ (Bifacial Gain): รับแสงด้านหลังเพิ่มกำลังไฟได้สูงสุดถึง 781W (เมื่อได้ Bifacial Gain 25%)
กระจกสองชั้น (Dual Glass): กระจกเทมเปอร์นิรภัยหนา
โครงสร้างทนทานสูง: รับแรงกดด้านหน้าได้ถึง 5,400 Pa และด้านหลัง 2,400 Pa
ผ่านการทดสอบลูกเห็บ: ทนลูกเห็บ
กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68: มาพร้อม 3 Bypass Diodes และเฟรม อลูมิเนียมอัลลอยด์ Anodized
กำลังไฟฟ้าสูงสุด Pmax: 595W – 625W (Power Tolerance +-3%)
ขนาดแผง: 2382x1134x30mm
น้ำหนัก: 33.5 kg
กล่องกันน้ำ/ฝุ่น: IP68 (พร้อม 3 Diodes)
รองรับแรงดันระบบสูงสุด: DC 1500V
เทคโนโลยี HPDC Cell ประสิทธิภาพสูง: ให้ค่า Module Efficiency สูงสุดถึง 23.1% ช่วยผลิตไฟได้สูงสุดแม้ในพื้นที่จำกัด
รับแสงสองหน้า (Bifaciality 80% +- 5%): รับแสงสะท้อนจากด้านหลังแผงได้ดีเยี่ยม ช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟรวมขึ้นได้อีก 5% – 25% (ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวที่ติดตั้ง)
กระจกสองชั้น (Dual Glass): กระจกนิรภัยความหนาทนทานต่อแรงกระแทก ละอองเกลือ ความชื้น และการกัดกร่อน
อัตราการเสื่อมสภาพต่ำ (Low Degradation):
ปีแรกเสื่อมสภาพไม่เกิน 1.0%
ปีที่ 2 ถึง 30 เสื่อมสภาพเฉลี่ยเพียง 0.40% ต่อปี
แรงดันระบบสูงสุด (Max System Voltage): DC 1,500V (IEC/UL) พิกัดฟิวส์สูงสุด (Max Series Fuse Rating): 35A การทนแรงกดด้านหน้า (Front Side Max Static Loading): สูงสุด 5,400 Pa การทนแรงกดด้านหลัง (Rear Side Max Static Loading): สูงสุด 2,400 Pa การทดสอบลูกเห็บ (Hailstone Test): ทนลูกเห็บ สภาพแวดล้อมและการทนทาน (Operating Parameters)
การเว้นระยะด้านหลังแผง: เนื่องจากแผงรุ่นนี้มีค่า Bifaciality สูงถึง $80\pm5\%$ (รับแสงด้านหลังได้โดดเด่นมาก)
ต้องเว้นระยะห่างระหว่างหลังแผงกับพื้นผิวหลังคา/พื้นดินอย่างน้อย 30–50 ซม. ขึ้นไป เพื่อเปิดทางให้แสงสะท้อนตกกระทบด้านหลังแผงได้เต็มที่
หากติดตั้งบนพื้นดินหรือดาดฟ้า ควรเลือกพื้นผิวที่มีค่าการสะท้อนแสงสูง (เช่น พื้นคอนกรีตสีสว่าง หินกรวดสีขาว หรือพื้นทาสีสะท้อนแสง)
การรองรับน้ำหนักโครงสร้าง: ตัวแผงมีน้ำหนัก 33.5 kg ต่อแผ่น (กระจกสองชั้น 2.0+2.0 mm) โครงสร้าง Racking หรือ PV Structure ต้องออกแบบให้รองรับน้ำหนักรวมได้อย่างมั่นคง
การทนแรงลมและแรงกด: ตัวแผงทนแรงกดด้านหน้าได้สูงสุด 5,400 Pa และด้านหลัง 2,400 Pa ควรใช้อุปกรณ์ยึด (Mid/End Clamps) ที่ได้มาตรฐานและขันด้วยค่าแรงบิด (Torque) ตามสเปกผู้ผลิต
การเลือก Inverter & MPPT:
แรงดันวงจรเปิด ($V_{oc}$) อยู่ที่ประมาณ 47.78V – 48.98V และกระแสลัดวงจร ($I_{sc}$) อยู่ที่ 15.50A – 16.10A
สำคัญ: เมื่อรับแสงด้านหลัง (Bifacial Gain 10%–15%) กระแสไฟฟ้าสูงสุดอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 17.5A – 18.3A จึงต้องเลือกอินเวอร์เตอร์ที่รองรับกระแสขาเข้า (Max Input Current / MPPT Current) ได้ไม่ต่ำกว่า 20A ต่อ MPPT
ขนาดสายไฟ DC (DC Cables):
สายไฟออกจากกล่อง Junction Box
สายไฟเมน DC Solar Cable (ทนแรงดัน DC 1,500V)
พิกัดฟิวส์ป้องกัน (Max Series Fuse Rating):
ใช้ฟิวส์ DC ขนาดสูงสุดไม่เกิน 35A ต่อสตริง
การต่อสายดินโครงแผง (Frame Grounding): โครงอลูมิเนียมของแผงมีรูกราวด์เฉพาะ ต้องต่อสายดินเข้ากับโครงสร้างหลักและตู้ควบคุมไฟฟ้าให้สมบูรณ์ เพื่อป้องกันไฟฟ้าธานีและไฟกระชาก
กล่อง Junction Box: มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 ควรจัดเก็บสายไฟใต้แผงให้เรียบร้อยด้วยเคเบิ้ลไทร์ชนิดทน UV ไม่ให้สายพาดแตะพื้นหรือขังน้ำ
ข้อควรระวังในการยกจับและติดตั้ง:
ห้ามยกแผงโดยการดึงที่สายไฟหรือกล่อง Junction Box เด็ดขาด
เนื่องจากเป็นแผงกระจกสองชั้นขนาดใหญ่ ควรใช้ทีมช่างอย่างน้อย 2 คนในการยก และใช้อุปกรณ์ดูดกระจก (Suction Cups) เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน
รับประกันตัวสินค้าและวัสดุ (Materials & Processing) ยาวนาน 12 ปี
รับประกันประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า (Linear Power Output) ยาวนาน 30 ปี (ปีที่ 30 กำลังไฟคงเหลือไม่ต่ำกว่า 87.40%)
รับแสงและแปลงพลังงาน: เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบด้านหน้าแผง และแสงสะท้อนจากพื้นตกกระทบด้านหลังแผง ($80\pm5\%$ Bifaciality) เซลล์ HPDC จะทำการแปลงพลังงานแสงเป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC)
ส่งผ่านพลังงาน: ไฟฟ้ากระแสตรงจะถูกส่งผ่านสายไฟ DC Solar Cable ผ่านอุปกรณ์ป้องกัน (DC Breaker / Fuse / Surge Protection) เข้าสู่อินเวอร์เตอร์ (Inverter)
จ่ายไฟฟ้าใช้งาน: อินเวอร์เตอร์จะแปลงไฟ DC เป็นไฟกระแสสลับ (AC) เพื่อจ่ายให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในอาคาร หรือส่งต่อไปยังระบบแบตเตอรี่/การไฟฟ้า
เมื่อทำการติดตั้งโครงสร้างและระบบไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ให้เปิดใช้งานตามลำดับเพื่อความปลอดภัย:
ตรวจสอบความถูกต้อง (Pre-Check):
ตรวจสอบว่าสายไฟ DC (+) และ (-) เชื่อมต่อเข้าอินเวอร์เตอร์ถูกต้อง ไม่สลับขั้ว
ตรวจสอบระบบสายดิน (Grounding) ของโครงอลูมิเนียมแผงว่าต่อลงดินเรียบร้อย
เปิดระบบฝั่ง DC: สับเบรกเกอร์ DC หรือหมุนสวิตช์ DC Isolator ที่ตู้ควบคุม/อินเวอร์เตอร์ไปที่ตำแหน่ง ON
เปิดระบบฝั่ง AC: สับเบรกเกอร์ AC เมนไฟฟ้าจากตู้ไฟหลักขึ้น
ตรวจสอบการทำงาน: รออินเวอร์เตอร์ทำการตรวจสอบระบบ (ประมาณ 1–3 นาที) เมื่อไฟสถานะแสดงผลปกติ (Normal) ระบบจะเริ่มผลิตและจ่ายไฟฟ้าทันที
ทำงานอัตโนมัติ: ระบบจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเองเมื่อมีแสงแดดในตอนเช้า และหยุดทำงานอัตโนมัติเมื่อสิ้นแสงในตอนเย็น
การทำความสะอาดแผง (Cleaning):
คอยสังเกตและล้างทำความสะอาดแผงปีละ 1–2 ครั้ง (หรือบ่อยขึ้นหากมีคราบฝุ่นหนา/มูลนก)
วิธีการล้าง: ใช้น้ำสะอาดร่วมกับผ้านุ่มหรือไม้ม็อบไมโครไฟเบอร์เช็ดถูเบาๆ
ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด/ด่างรุนแรง และ ห้ามฉีดน้ำล้างแผงขณะแดดจัด (ควรล้างช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น เพื่อป้องกันกระจก Dual Glass แตกร้าวจากความร้อนสะสม)
ตรวจเช็กสิ่งบดบัง: คอยตัดแต่งกิ่งไม้ หรือเก็บเศษใบไม้ที่ตกทับหน้าแผง เพื่อป้องกันการเกิดจุดความร้อนสะสม (Hotspot)
หากจำเป็นต้องปิดระบบเพื่อตรวจเช็กหรือทำความสะอาด ให้ปฏิบัติตามลำดับดังนี้:
สับเบรกเกอร์ AC OFF (ตัดระบบไฟบ้าน/ไฟอาคารก่อน)
สับเบรกเกอร์ DC / Isolator OFF (ตัดระบบไฟจากแผงโซลาร์เซลล์)
ข้อควรระวังและแนวทางการบำรุงรักษาสำหรับแผงโซลาร์เซลล์ LONGi Hi-MO 7 (LR8-66HGD 595M~625M) Dual Glass Bifacial มีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ
อันตรายจากไฟฟ้าแรงดันสูง (High DC Voltage):
เมื่อแผงรับแสงแดด จะผลิตไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ออกทันที โดยมีแรงดันระบบสูงสุดถึง DC 1500V ห้ามสัมผัสขั้วต่อสายไฟ (MC4) เปลือยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
การปลดหรือเชื่อมต่อสายไฟฝั่ง DC ต้อง สับเบรกเกอร์ DC / Isolator ให้อยู่ในสถานะ OFF ก่อนเสมอ ห้ามถอดปลั๊กขณะที่มีกระแสไฟเดินอยู่เพราะจะเกิดสปาร์ก (Arc Flash)
น้ำหนักและการยกติดตั้ง:
ตัวแผงเป็นกระจกสองชั้น (Dual Glass 2.0+2.0 mm) และมีน้ำหนัก 33.5 kg ควรใช้ผู้ติดตั้งอย่างน้อย 2 คนในการยกจับ
ห้าม ยกแผงโดยการดึงสายไฟ หรือจับบริเวณกล่อง Junction Box เด็ดขาด
ห้าม เหยียบ นั่ง หรือวางสิ่งของหนักทับบนตัวแผง เพราะอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวระดับจุลภาค (Micro-cracks) บนตัวเซลล์ HPDC ด้านในได้
การติดตั้งและเงาบดบังฝั่งด้านหลัง (Bifacial Protection):
แผงรุ่นนี้รับแสงด้านหลังสูงถึง $80\pm5\%$ ระวังอย่าให้สายไฟ ท่อร้อยสาย หรือโครงสร้างเหล็กไปพาดทับด้านหลังแผงเป็นเงายาว เพราะจะลดประสิทธิภาพการผลิตไฟและเกิดความร้อนสะสมเฉพาะจุด
ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรล้างแผงในช่วง เช้าตรู่ (ก่อน 08.00 น.) หรือ ช่วงเย็น (หลัง 17.00 น.) ที่ไม่มีแสงแดดจัด
❌ ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามฉีดน้ำล้างแผงช่วงกลางวันแสกๆ หรือขณะที่หน้าแผงกำลังร้อนจัด เพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบฉับพลัน (Thermal Shock) จะทำให้กระจกเทมเปอร์แตกร้าวเสียหายได้
อุปกรณ์และน้ำที่ใช้:
ใช้น้ำสะอาดธรรมดา (น้ำประปา/น้ำผ่านกรอง) ร่วมกับผ้านุ่ม หรือไม้ม็อบทำความสะอาดกระจกชนิดเส้นใยไมโครไฟเบอร์
❌ ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามใช้แปรงขนแข็ง สก๊อตช์ไบรต์ ผงซักฟอก น้ำยาที่เป็นกรด/ด่างรุนแรง หรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจ่อยิงใกล้ๆ เพราะจะทำลายสารเคลือบผิวกระจก
เช็กคราบสิ่งสกปรก: ตรวจดูว่ามีคราบมูลนก คราบฝุ่นหนา หรือใบไม้แห้งติดสะสมหรือไม่ (มูลนกจะทำให้เกิด Hotspot ความร้อนสูงเฉพาะจุดจนเซลล์ไหม้ได้)
เช็กสายไฟและกล่องต่อสาย: ตรวจสอบสาย DC และกล่อง Junction Box (IP68) ว่าสายไฟไม่กรอบ แตก หรือมีสัตว์กัดแทะ
เช็กความแน่นหนาของโครงสร้าง: ตรวจเช็กน็อตยึดแผง (Mid/End Clamps) และโครงสร้างรองรับบนหลังคา/พื้นดิน ว่าไม่มีการหลุดหลวมหรือเป็นสนิม
เช็กระบบสายดิน (Grounding): ตรวจสอบจุดต่อสายดินของโครงอลูมิเนียมแผงว่ายังแน่นหนาและนำไฟฟ้าได้ดี